แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สนามม้านิวส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สนามม้านิวส์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ประวัติบุญกฐิน

คำว่า”กฐิน” เป็นชื่อของสังฆกรรมชนิดหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่ใช้พระสงฆ์เป็นพยานในการทำ๕รูปเป็นอยางน้อย คือ ๕ รูปเป็นองค์สงฆ์หรือพยาน และอีก ๑ รูปเป็นองค์ครองผ้ากฐิน
นอกจากนี้คำว่า”กฐิน”เป็นชื่อของไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ขึงในเวลาเย็บจีวร ภาษาไทย เรียกว่า”ไม้สะดึง”ภาษาบาลีใช้คำว่า”กฐิน”ขณะเดียวกันภาษาไทยได้ยืมภาษาบาลีมาเป็นภาษาของตัวเองโดยเรียกทับศัพท์ไปเลยว่า ผ้ากฐินหรือบุญกระฐิน
บุญกฐิน ทีกำหนดทำกันในระหว่างวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ สำหรับจุดประสงค์หลักของการทำบุญกฐินนั้น เพื่อที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาแล้วได้ มีผ้าผลัดเปลี่ยนใหม่โดยได้มีมูลเหตุของบุญกฐินปรากฏในกฐินขันธะแห่งพระวินัยปิฎก และฏีกาสมันตปาสาทิกา ไว้ว่า สมัยหนึ่ง ได้มีพระภิกษุชาวเมืองปาฐาจำนวน ๓๐ รูป พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเซตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ขณะนั้นวันจำพรรษาได้ใกล้เข้ามา พวกภิกษุเหล่านั้นจึงได้พากันจำพรรษาที่เมืองพระเซตะวันมหาวิหารตลอดระยะเวลา ๓ เดือนที่จำพรรษาภิกษุเหล่านั้น มีความตั้งใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องไปเฝ้าพระพุทธเจ้าให้ได้ ครั้นพอออกพรรษาแล้วจึงพากันออกเดินทางกรำฝนทนแดดร้อนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ขณะฤดูฝนยังไม่ทันจะล่วงสนิท ทำให้ภิกษุชาวเมืองปาฐาเหล่านั้น มีจีวรเปียกชุ่ม และเปื้อนด้วยโคลนตม พอไปถึงเขตวันมหาวิหารได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงเห็นใจในความยากลำบากของภิกษุเหล่านั้นจึงอนุญาตให้หาผ้ากฐินหรือผ้าที่เย็บด้วยไม้สะดึง มาใช้เปลี่ยนแทนผ้าเก่า ฝ่ายนางวิสาขา มหาอุบาสิกา เมื่อได้ทราบถึงพุทธประสงค์แล้ว นางก็ได้นำผ้ากฐินไปถวายแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประทาน และนางได้เป็นคนแรกที่ได้ถวายผ้ากฐินในพระพุทธศาสนา
การทำผ้ากฐินต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว จึงเป็นที่มาของ กฐินสามัคคี เนื่องจากต้องรวบรวมผู้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันเย็บผ้ากฐินให้แล้วเสร็จ
#สนามม้านิวส์

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กรมอุตุฯประกาศ อุณหภูมิลดฮวบ กรมอุตุฯ เผยอีสานเย็นลง-ลมแรง ใต้ยังเจอฝน

ในช่วงวันที่ 30 ต.ค.-2 พ.ย. 61 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 3-5 องศาเซลเซียส
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 ก.ม./ช.ม.


วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทำไมเวลาโดนงูกัด หมอจึงต้องให้รอ?

งูพิษ ในปัจจุบัน เราสามารถแยกตามการทำงานของพิษได้ 3 ระบบหลักๆ คือ
1.พิษทำลายระบบประสาทเป็นหลัก ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา เป็นต้น พิษมีผลทำให้เกิดการเป็นอัมพาตของอวัยวะ และทำให้เกิดอาการหัวใจวาย จนเสียชีวิต
2.พิษทำลายระบบเลือดเป็นหลัก ได้แก่ งูกะปะ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ เป็นต้น พิษมีผลทำให้ เกิดอาการ ปวดอย่างรุนแรง บวม และเลือดไหลไม่หยุด
3.พิษทำลายระบบกล้ามเนื้อ ได้แก่ กลุ่มงูทะเลทั้งหลาย พิษมีผลทำให้เกิดไตวาย(ไม่มีเซรุ่ม รักษาตามอาการอย่างเดียว)
คราวนี้ในเมื่อพิษมีการทำงานที่ต่างกัน เซรุ่มที่ใช้ก็ต้องต่างกัน ปัจจุบันเรามีเซรุ่มงูอยู่ 7ชนิด และเซรุ่มรวมอีก 2 ประเภท แพทย์จำเป็นต้องรู้ชนิดงูที่แท้จริง ว่าเป็นงูชนิดใดกัด ถึงจะสามารถให้เซรุ่มได้ถูกต้อง
การให้เซรุ่ม ไม่เหมือนกินพาราเซตามอล เพราะถ้าให้เซรุ่มผิด นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว หากผู้ป่วยมีอาการแพ้เซรุ่ม อาการอาจจะยิ่งหนักขึ้นไปใหญ่ ดังนั้นทุกอย่าง จึงต้องมีขั้นตอนในการรักษาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ในมาตรการในการรักษาของแพทย์จะต้องมีวิธีในการรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูกัดดังนี้
1.ตรวจสอบอาการของผู้ป่วย และจำแนกชนิดงูที่กัดให้ชัดเจน
2.ทำการตรวจเช็คผลการทำงานของพิษในกระแสเลือด เนื่องจากมีบ่อยครั้ง ที่งูพิษกัดผู้ป่วยแล้วไม่ยอมปล่อยพิษ (กัดแห้ง) ถ้าเป็นในลักษณะนี้แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาอีกแบบ โดยอาจไม่ต้องให้เซรุ่ม
3.หากผลการทดสอบยืนยันชัดเจนว่ามีการทำงานของพิษ และผู้ป่วยมีลักษณะอาการของพิษ และสามารถจำแนกชนิดงูได้ชัดเจน แพทย์จึงจะพิจาณาการรักษาโดยการให้เซรุ่มตามความเหมาะสมในทันที
4.หากชนิดงูที่กัด ถูกยืนยันว่ามีพิษ แต่ไม่มีอาการของพิษแสดงออกมา แต่แพทย์อาจมีความจำเป็นที่จะต้องรอดูอาการอีก 24-48 ชั่วโมง เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ป่วย ทั้งนี้แล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์
ดังนั้นถ้าเราเข้าใจ สิ่งที่เราจะทำให้กระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาน้อยลงได้ คือ การถ่ายภาพที่ชัดเจนของงูที่กัด หรือ นำงูที่กัดมาสถานพยาบาลด้วย ตั้งสติเล่าเหตุการณ์และอาการในปัจจุบันให้แพทย์ฟังอย่างชัดเจน และการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเมื่อถูกงูกัด ก็จะช่วยยืดเวลาชีวิตของเราได้หลายชั่วโมงเลยทีเดียว เมื่อทราบกันแล้ว ขอให้ทุกคนอยู่กันด้วยความเข้าใจและปลอดภัยครับ

อยู่ต่อ...จนตายกันไปข้าง!

คุณปรีชา ชัยรัตน์ เจ้าของสนามม้าอุดรฯ ประกาศท่ามกลางสื่อมวลชน เจ้าของม้า เทรนเนอร์ จ๊อกกี้ คนเลี้ยงม้าและผู้เกี่ยวข้องม้าแข่งในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 10:30น "ให้มีการแข่งม้าต่อไปจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่ง แต่ต้องมีแข่ง 7เที่ยวขึ้นไป

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปั่นอิ่มอุ่น อุดร 3 ใจเกินร้อย

นายก อบจ.อุดร ร่วมงาน ปั่นอิ่มอุ่น อุดร 3 ใจเกินร้อย
นายวิเชียร ขาวขำ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ร่วมงาน ปั่นอิ่มอุ่น อุดร 3 ใจเกินร้อย ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ร่วมกับ ชมรมจักรยานเสืออุดร 3 จัดขึ้น
โดยมี นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานในพิธี
วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย พร้อมทั้งเป็นกิจกรรมที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
เส้นทาง เริ่มปล่อยตัวที่โรงเรียนหนองหาน-กุมภวาปี-บ้านกุงเจริญ-บ้านโพนสูง-บ้านหนองแวง-หนองเม็ก-กลับมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต3





สนามม้า นิวส์ มีบุญมาบอกจ้า
🚑หน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ประจำเดือนตุลาคม 2561ของ โรงพยาบาลอุดรธานี
สะดวกที่ไหน ก็บริจาคโลหิตได้ แล้วเจอกันนะคะ
💪 เตรียมสุขภาพให้พร้อม
😴 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
🍛 รับประทานอาหารให้ครบมื้อ
🍖 หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่
💊 ไม่อยู่ในระหว่างทานยาปฏิชีวนะ😷 เพื่อโลหิตที่ดีมีคุณภาพ
🥛 ดื่มน้ำ 3 - 4 แก้ว ก่อนบริจาคโลหิต 30 นาที ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น ช่วยลดภาวะการเป็นลม
#บริจาคโลหิต ด้วยหัวใจ หนึ่งคนให้ สามคนรับ
#การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องจำเป็น

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

ย้อนรอย ‘คุณทองโบราณ’ หมาศักดิ์สิทธิ์ยุคบ้านเชียงอายุ 3,000 ปี ชื่อพระราชทานจาก ร.9

    ที่มาของ“คุณทองโบราณ”เป็นโครงกระดูกสุนัขสภาพสมบูรณ์เต็มตัวที่ขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงมรดกโลก ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2546 บริเวณพิพิธภัณฑ์เปิดวัดโพธิ์ศรี ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานีบ่งบอกว่าชาวบ้านเชียงในอดีตได้เลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อนหรือใช้งานแล้วต่อมา พญ.คุณหญิงอัมพร สุคนธมาน พร้อมด้วย นสพ.นพกฤษณ์ จันทิก ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและนำตัวอย่าง“กราม”ไปให้ทอดพระเนตร ซึ่งทรงตรัสให้นำกลับไปเก็บรักษาไว้และพระราชทานนามว่า “คุณทองโบราณ” 
    จังหวัดอุดรธานีได้เห็นถึงความสำคัญ ของโครงกระดูกสุนัขคุณทองโบราณ จึงได้ดัดแปลงให้เป็นมาสคอต ประจำจังหวัดอุดรธานี เพื่อเป็นตัวแทนการท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานี โดยได้เชิญชวนให้ส่งผลงานเข้าประกวด และได้คัดเลือกผลงานของนายอนิรุทธ์ เอมอิ่ม ที่คุณทองโบราณมีจุดเด่น สวมกางเกงรูปทรงไหบ้านเชียง แทนแหล่งอารยะธรรมที่มีคุณค่าของอุดรธานี  สวมผ้าพันคอจากผ้ามัดหมี่ย้อมคราม แทนหัตถกรรมทอผ้าที่เป็นที่รู้จัก และใบหน้ายังบงบอกถึงความน่ารัก และเป็นมิตร

ที่มา : https://www.posttoday.com/social/local/517570


วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

งูอะไร? ทำไมพิษถึงรุนแรงขนาดนี้

อย่าเพิ่งตื่นตระหนกเรื่องของงูชนิดนี้
ตอนนี้ก็ได้มีการแชร์ภาพของงูชนิดหนึ่ง ที่กัดคนจนเกิดอาการเนื้อตายจนต้องตัดนิ้วทิ้งไป ความน่ากลัวของภาพได้ทำให้เกิดความวิตกกังวล และมีความเข้าใจผิดว่างูในภาพเป็นงูกะปะ หรืองูแมวเซา
ความจริงแล้วมันคืองู Chinese moccasin ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า (Deinagkistrodon acutus) ชุดภาพนี้ถูกแชร์มาตั้งแต่ปี 2017 และได้มีการสร้างความเข้าใจกันไปแล้ว
เท่าที่สืบทราบมา ภาพดังกล่าวถูกแชร์ออกมาเพื่อให้เห็นผลของพิษงู ที่ไม่ได้รับการรักษาแบบทันท่วงที และพิษของงูชนิดนี้มีผลทำลายเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง ถึงขั้นเกิดอาการเนื้อตายจนต้องตัดนิ้วทิ้ง
งูชนิดนี้เป็นงูที่มีถิ่นแพร่กระจายอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ไต้หวัน ทางตอนเหนือของเวียดนาม และอาจจะเจอในลาว แต่ไม่มีรายงานการพบในประเทศไทย ไม่มีชื่อภาษาไทย งูชนิดนี้ยาวได้ 1-1.5 เมตร เป็นงูอยู่ในครอบครัว Viper ที่จะมีลักษณะเด่นคือ มีเขียวยาวเป็นบานพับ
ในปัจจุบันก็มีการแชร์ชุดภาพนี้ซ้ำอีกครั้งและเกิดความสับสนกันพอสมควร เราจึงมาอธิบายอีกครั้ง ให้เข้าใจและหายวิตกกังวลกันว่ามันไม่ใช่งูกะปะ หรืองูแมวเซา และยังไม่มีรายงานการพบตัวในประเทศไทยแต่อย่างไร
อย่างไรก็ตามผมและเพื่อนๆก็พยายามจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับสังคม จะได้ไม่สร้างความแตกตื่น หรือเกิดความเข้าใจผิดกันมากไปกว่านี้
...ตอนนี้ก็ลุ้นเพียงแค่ว่า เรื่องจริงจะน่าสนใจแชร์ เท่ากับเรื่องไม่จริงหรือเปล่า รอลุ้นไป
Cr.Nick Chomngam
งู Chinese moccasin และผลจากพิษของมัน
งูแมวเซา


งูกะปะ 

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

ฮีตสิบสอง คองสิบสี่




เดือนนี้เป็นบุญเดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน
ประเพณีบุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาในภาคอีสาน โดยบุญข้าวประดับดิน เป็นงานประเพณีที่ถูกจัดขึ้นในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า ของทุก ๆ ปี
ทั้งนี้ในการทำบุญข้าวประดับดินนั้น ชาวบ้านจะนำข้าวปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ มาห่อด้วยใบตอง และทำเป็นห่อเล็ก ๆ ก่อนจะนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินบริเวณรอบ ๆ เจดีย์ หรือโบสถ์ โดยการทำบุญข้าวประดับดินนี้ ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์นรก หรือเปรต

          นอกจากนี้ บุญข้าวประดับดิน ยังถือว่าเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากไร้รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ที่ต้องหิว อดมื้อกินมื้อมาตลอดทั้งปีอีกด้วย เพราะการที่ตั้งอาหารไว้ที่พื้นทำให้สัตว์เหล่านั้นสามารถเข้ามากินอาหารได้อย่างเต็มที่
          ความเป็นมาบุญข้าวประดับดิน

          การทำบุญข้าวประดับดินนี้ เกิดจากความเชื่อตามนิทานธรรมบทว่า ญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ยักยอกเงินวัดไปเป็นของตนเอง ครั้นตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตในนรก และเมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วมิได้อุทิศให้ญาติที่ตาย กลางคืนพวกญาติที่ตายมาแสดงตัวเปล่งเสียงน่ากลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์ รุ่งเช้าได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทูลเหตุุให้ทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายทานอีก แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ ญาติที่ตายไปจึงได้รับส่วนกุศล ดังนั้น การทำบุญข้าวประดับดิน คือการทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ตายแล้ว ถือเป็นประเพณีที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี

ประวัติบุญข้าวประดับดิน ประเพณีบุญเดือนเก้าของชาวอีสาน

          พิธีกรรมบุญข้าวประดับดิน มีดังนี้

            1. วันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะเตรียมข้าวต้ม ขนม อาหารคาวหวาน หมาก พลู และบุหรี่ไว้ 4 ส่วน ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว ส่วนที่สองแจกให้ญาติพี่น้อง ส่วนที่สามอุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว และส่วนที่สี่นำไปถวายพระสงฆ์

            ในส่วนที่สาม ญาติโยมจะห่อข้าวน้อย ซึ่งมีวิธีการห่อคือ ใช้ใบตองห่อขนาดเท่าฝ่ามือ ส่วนความยาวนั้นให้ยาวสุดซีกของใบตอง

            2. วันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะไปวัดตั้งแต่เวลาตี 4 เพื่อนำสิ่งของที่เตรียมไว้จัดใส่กระทง หรือเย็บเป็นห่อเหมือนข้าวสากไปวางอุทิศส่วนกุศลตามที่ต่าง ๆ ซึ่งการวางแบบนี้ เรียกว่า การวางห่อข้าวน้อย แต่หากเป็นการนำไปวางในวัด จะเรียกว่า การยาย (วางเป็นระยะ ๆ ) ห่อข้าวน้อย ซึ่งเวลานำไปวางจะพากันไปทำอย่างเงียบ ๆ ไม่มีการตีฆ้อง ตีกลองแต่อย่างใด

            3. หลังจากวางเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารทำบุญที่วัดอีกทีหนึ่งในตอนเช้า เมื่อพระสงฆ์ฉันเช้าเสร็จก็จะเทศน์ฉลองบุญข้าวประดับดิน ต่อจากนั้น ชาวบ้านจะนำปัจจัยไทยทานถวายแด่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ให้พรเสร็จ ชาวบ้านที่มาทำบุญก็จะกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทุก ๆ คน

          สำหรับอาหารคาวหวานที่ใส่ห่อในการทำบุญข้าวประดับดิน อาจมีดังนี้

            1. ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ 1 ก้อน

            2. เนื้อปลา เนื้อไก่ หมู และใส่ลงไปเล็กน้อย ถือว่าเป็นอาหารคาว

            3. กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง มะละกอ มันแกว อ้อย มะละกอสุก หรือขนมหวานอื่น ๆ ลงไป (ถือเป็นอาหารหวาน)

            4. หมากหนึ่งคำ บุหรี่หนึ่งมวน เมี่ยงหนึ่งคำ

            พอได้เรียนรู้ประเพณีดี ๆ ของภาคอีสาน อย่างประเพณีบุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้ากันแล้ว ก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานคงช่วยกันสานต่อประเพณีบุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า ให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้มีโอกาสเรียนรู้ประเพณี และวัฒนธรรมดี ๆ แบบนี้ด้วยเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ทนอย่างเดียว!!!

          ถนนภายในชุมชนนาทรายอ่วม ทั้งมืด ทั้งน้ำท่วมขัง ชาวบ้านร้องเทศบาลแล้วแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ต้องทนอยู่กันไปแบบนี้